【Fate/Zero Fanfiction】 True Colours

posted on 16 May 2012 22:26 by gjallar

::Warning::

เอนทรีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Yaoi หรือชายรักชาย และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น
ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อเรื่องหลัก
หากท่านไม่มีความสนใจหรือไม่ชอบ Yaoi กรุณาหลีกเลี่ยงค่ะ

 

True Colours

Fandom : Fate/Zero
Pairing : Kotomine Kirei x Gilgamesh

Rate : PG-13

 


โคโตมิเนะ คิเรย์จ้องมองใบหน้าของตนที่สะท้อนอยู่บนผิวโลหะวาววับของมีดแห่งอาโซธ

เงาสะท้อนของเขาทาบทับลงบนคราบโลหิตสีแดงสดที่เปรอะเปื้อนบนแผ่นโลหะ

ความหมายของอาโซธคือสรรพศาสตร์ รู้จักกันในนามของศิลานักปราชญ์ ธาตุมูลฐานของทุกสิ่งในจักรวาล ด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงได้รับมีดอันขานนามแห่งอาโซธเพื่อเป็นหลักฐานการบรรลุศาสตร์เวทของโทซากะ

คิเรย์หยิบเศษผ้าผืนหนึ่งขึ้นเช็ดร่องรอยแห่งบาปที่หลงเหลือบนมีดเล่มนั้น พลางนึกเยาะในใจ

อีกความหมายหนึ่งของอาโซธ...พลังแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ หากเขากลับใช้มันช่วงชิงลมหายใจของอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

บางที...อาจเป็นดังที่คนผู้นั้นกล่าว

คิเรย์เคยคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่กลวงเปล่า มีชีวิตอยู่ภายใต้การชี้นำจากผู้ที่เหนือกว่าโดยปราศจากความปรารถนาส่วนตน เขาเคยคิดว่าตนนั้นไร้ซึ่งความอิ่มเอมยินดีในความสำราญใด

ทว่า เขาเพิ่งได้ค้นพบ...หนทางในการเสาะแสวงหาความสุขที่หลับใหลอยู่ภายในก้นบึ้งของจิตวิญญาณมาเนิ่นนาน

ตัวตนของเขายินดีเมื่อได้เห็นความเจ็บปวดทรมาน โดยเฉพาะความเจ็บปวดที่ตนเป็นผู้รังสรรค์ขึ้น

นั่นคือความผิดบาป กระนั้น เขาก็ไม่อาจลืมเลือน ความแน่นแข็งของกล้ามเนื้อที่ต้านแรงของเขาเมื่อปลายมีดกรีดแทงผ่านชั้นผิวหนัง ความตื่นเต้นที่ส่งให้จังหวะหัวใจถี่รัว ขณะนั้น...เขาหอบหายใจ สองมือที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อกุมด้ามมีดแน่นจนประสาทสัมผัสด้านชาไร้ความรู้สึก เมื่อร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นอาจารย์ทรุดลงนอนแน่นิ่งกับพื้น คิเรย์มองใบหน้าที่ปรากฏร่องรอยของความรู้สึกหลากหลายผสมปนเป...ทั้งความสับสน ประหลาดใจ เศร้าใจ เจ็บปวด แล้วความอิ่มเอมอย่างประหลาดก็ค่อยเอ่อล้นจากกลางอก ไหลซึมแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง เขารู้สึกว่าทุกอณูของร่างกายสั่นระริก จากนั้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความเบาสบาย ในสมองโล่งโปร่งขาวโพลน

คิเรย์รู้สึกราวว่าวิญญาณของตนได้รับการเติมเต็ม

ชายหนุ่มมองมีดเล่มเขื่อง แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว

--------หากได้ฆ่าชายผู้นั้นด้วยมือคู่นี้ จะรู้สึกดีขนาดไหนนะ

ยังไม่ทันได้จินตนาการต่อ เกล็ดประกายสีทองแวววาวอันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าก็รายล้อมรอบกาย เป็นสัญญาณการมาถึงของ ‘ชายผู้นั้น’

--------ราชาวีรชน กิลกาเมช

ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองสีขาวยืนกอดอกพิงกำแพง ริมฝีปากเหยียดยิ้มประทับบนใบหน้างาม ราชาแห่งอูรุคตวัดนัยน์ตาเรียวคมมองมีดแห่งอาโซธในมือของอีกฝ่าย แล้วจึงเลื่อนขึ้นสบสายตาที่จับจ้องมายังตน แววตาคู่นั้นราวกับกำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีนิล

“คิดอะไรอยู่น่ะ” กิลกาเมชเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำหากแฝงสำเนียงหยอกเย้า

คิเรย์นึกสนุก เขาพ่นลมหายใจออก เคลื่อนกายเข้าใกล้อีกฝ่าย แล้วกระซิบคำตอบข้างหู “...ฉันกำลังคิดอยู่ว่า...จะฆ่านายยังไงดี”

สิ้นคำ ราชาวีรชนก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่น

“ฮ่าฮ่าฮ่า...น่าสนใจดีนี่คิเรย์ แล้วยังไงล่ะ...”

กิลกาเมชกุมมือข้างที่ยังว่างของอีกฝ่าย กดสามนิ้วหลังให้งอพับลง แล้วใช้นิ้วชี้ของมือข้างนั้นจ่อเข้ากับกึ่งกลางหน้าผากของตน

“จะใช้ปืนยิงตรงนี้...”

มือเรียวลากฝ่ามือของอีกฝ่ายลงคลอเคลียพวงแก้มเรื่อยจนถึงลำคอระหง

“จะบั่นคอข้า...”

ผู้เอ่ยถ้อยความนั้นลากมือหนาใหญ่ทาบทับบนแผ่นอกแน่น เร้าให้ผู้ถูกเชิญชวนขยับนิ้วลูบไล้กล้ามเนื้อแข็งลื่นที่โผล่พ้นเสื้อตัวบางเล่น

“ให้ศรปักทะลุหัวใจ หรือว่า...”

สองมือที่เกาะกุมต่างพากันโลมเรื่อยลงต่ำ หากคราวนี้ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เจ้าของฝ่ามือหนาเลื่อนมือเข้าใต้เสื้อ สัมผัสเนื้อบั้นเอว แล้วค่อยไต่ลงเค้นคลึงสะโพกเพรียว

กิลกาเมชคลี่ยิ้มอย่างพึงใจ ดวงตาคู่งามไม่ยอมละความสนใจจากใบหน้านิ่งเฉยของอีกฝ่าย เสียงทุ้มเอ่ยทีละคำ ช้า...ชัด “จะเผาข้าทั้งเป็น...ถ่วงน้ำ...ชำแหละร่างออกเป็นชิ้นๆ...หรือโยนให้สิงโตขย้ำดีล่ะ หืม? ว่ายังไงคิเรย์ เจ้าคิดออกรึยัง”

“...ยัง” ผู้รับใช้แห่งศาสนจักรตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ค่อยๆคิด...เจ้ายังมีเวลาอีกมาก” ราชาวีรชนกระซิบแผ่วเบา เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างจงใจ แล้วรอยยิ้มแฝงนัยยะก็ผุดพราย “ระหว่างนั้น ให้ข้าสอนวิธีหาความสุขสำราญอีกรูปแบบหนึ่งดีมั้ยล่ะ”

คนถูกถามไม่เอ่ยตอบ หากริมฝีปากหยักเหยียดออกเล็กน้อย คิเรย์โน้มตัวลง ใช้ฟันงับริมฝีปากของอีกฝ่ายเป็นเชิงหยอกล้อแล้วบดเบียดจุมพิตเร่าร้อน กิลกาเมชยกแขนขึ้นโอบรอบร่างสูงใหญ่ ขณะใช้ปลายลิ้นไล่ต้อนมาสเตอร์คนใหม่ของตนอย่างหนักหน่วง

ความปรารถนาอันเร้นลับถูกชายผู้นี้ฉุดกระชากออกจากเงามืด กิลกาเมชทำลายตัวตนอันงดงามที่อีกฝ่ายเพียรสร้างขึ้นจนป่นปี้ หากเขาก็เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าใจและยอมรับจิตวิญญาณแสนโสมมที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากแห่งนักบุญผู้เปี่ยมศรัทธา

โคโตมิเนะ คิเรย์ได้ค้นพบชีวิตใหม่ โดยการชี้นำจากมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมโสโปเตเมีย

--------ราชาวีรชนเอย...กายเจ้าอยู่ใต้อาณัติข้า ชะตาข้าฝากไว้บนคมดาบเจ้า

คำสัตย์สาบานจักผูกพันโชคชะตาและจิตวิญญาณของทั้งสองไว้ตราบจนสิ้นลมหายใจ

 

-FIN-

 

 

 

Author's Note


คำว่าอาโซธ (azoth) นอกจากจะมีสองความหมายอย่างที่เขียนไว้ในฟิคแล้ว บางทีถ้าเปิดอ่านหนังสือเคมีเก่าๆ คำว่าอาโซธจะใช้แทนธาตุไนโตรเจนค่ะ แต่ถือเป็นคนละคำกันเพราะมาจากคนละราก

ฉันรู้จักซีรี่ส์ fate มานานแล้ว แต่เพิ่งได้มาดูจริงจังตอนภาค zero นี่เอง ก่อนดูทำรีเสิชอย่างดีเพราะกลัวดูไม่รู้เรื่อง *หัวเราะ* อันที่จริงที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดูก็เพราะเห็นตัวละครชื่อกิลกาเมชค่ะ ฉันเคยอ่านมหากาพย์เรื่องนี้มาก่อนเลยอยากรู้ว่าในโลก fate เขาจะตีความกิลกาเมชยังไงนะ? ปรากฏว่าออกมาเหมือนในมหากาพย์เป๊ะๆ กิลกาเมชเลยกลายเป็นตัวละครที่ฉันชอบที่สุดไปเลย (ノ゚ω゚)ノ*

ความสัมพันธ์ของโทคิโอมิ-กิลกาเมช-คิเรย์ เหมือนภรรยาที่เบื่อสามี เลยไปเสี้ยมชายชู้มาฆ่าสามีน่ะค่ะ *หัวเราะ* ก็เวลาอยู่กับโทคิโอมิ ราชาเอาแต่หน้าบึ้ง ดูเบื่อโลกไงชอบกล แต่พออยู่กับคิเรย์ล่ะก็ดี๊ด๊าเชียว ชอบตรงนี้มากๆ! (แซวเพื่อนที่ชอบคู่นี้เหมือนกันว่า กิลปันใจให้ชายชู้เพราะเหล้าบ้านเขาอร่อยกว่าล่ะสิ *ฮา* ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแม่ยกคงกุมขมับ)